AKOKOROV's profileAkokorov losts in middle...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 28

    เรื่องมันวุ่น เพราะทุ่นระเบิด

    เดินทางกลับมาถึงเป็นที่เรียบร้อย ตามภาษาเด็กนอก เราก็ต้องบ่นให้คนหมั่นไส้ว่า ไทยแลนด์นี่ โซ ฮ้อน ร้อนจนตับแข็ง
     
    เส้นทางกลับบ้านนั้นเราได้วางแผนไว้อย่างแยบยล ดั่งค่ายกลเจ็ดดาวเหนือ
     
    เริ่มต้นที่ย้ายออกจากหอ ไปตั้งหลักที่บ้านพี่สาวก่อน สักพักน้องชายก็มาเยี่ยมได้เจอหน้ากันก่อนกลับ
     
    จากนั้นก็นั่งรถไฟไปยังสนามบินที่เมืองสตอกโฮล์ม ก่อนบินไปเฮลซิงกิ แล้วก็ต่อไปกรุงเทพ
     
    แวะนู่น แวะนี่เยอะหน่อย ตามภาษาตั๋วถูก
     
    นั่งรถไฟมากับน้องชาย ก่อนจะแยกกันกลางทาง มันต่อไปเมืองที่มันเรียนอยู่ เรานั่งไปสุดทาง
     
    ตามกำหนดการเราจะมาถึงสนามบินก่อนขึ้นเครื่องหนึ่งชั่วโมง เว้นช่องว่างให้ได้หายใจหายคอกันบ้างตามสมควร
     
    อุเหม่ รถไฟช้าไปสี่สิบนาที รีบวิ่งไปต่อรถสนามบิน หอบของพะรุงพะรังเหมือนพวกขายของหนีภาษี ในหัวนึกภาพสถาพสนามบินเมืองไทยที่แถวเชคอินยาวเหมือนคนเข้าแถวรับถุงยังชีพตอนน้ำท่วมทุ่ง ถ้าขึ้นเครื่องไม่ทันจะทำยังไง ตังค์ก็ไม่เหลือ บัญชีก็ปิดไปแล้ว เริ่มคำนวณว่าต้องนั่งขอทานนานเท่าไหร่ถึงจะได้เงินพอซื้อตั๋วใหม่ ไหนจะต้องวิ่งหนีเทศกิจอีก
     
    เดชะบุญสายการบินนี้คนน้อย ไม่มีแถวเลย วิ่งหน้าตื่นไปเชคอินอย่างเรียบๆ ทำท่าหล่กจนวิ่งผิดทางอีก ลำบากพนักงานต้องตะโกนบอกประจานให้คนแถวนั้นได้รับรู้
     
    มาถึงด่านเชคกระเป๋า เนื่องด้วยเหตุความไม่สงบทั่วโลก จึงเป็นผลให้จะขึ้นเครื่องบินทีนึง แทบจะต้องแก้ผ้า ใส่โซ่ แซ้ กุญแจมือเพื่อความปลอดภัย
     
    "ฮอ ดู ดอทเตอร์"
     
    "โอ้ โนๆ ไอเพิ่งเรียนจบโท ยังไม่ได้เป็นดอกเตอร์ อยากดูปริญญามั้ย ไอกำลังเห่อเลย"
     
    "ไอ่ลาว ดอทเตอร์เค้าแปลว่าคอมพิวเตอร์ มึงเอาขึ้นเครื่องรึเปล่า ไหนเอาออกมาดูซิ"
     
    "ครับๆ ต้องเปิดเครื่องมั้ยครับ" แอบกังวลนิดนึงว่าเค้าห้ามเอารูปโป๊ขึ้นเครื่อง เดี๋ยวจะเกิดความไม่สงบตามแนวตะเข็บในร่มผ้า
     
    "ไม่ต้อง เค้าจะดูเฉยๆว่ามึงแอบเอาระเบิดซ่อนไว้รึป่าว" ถ้าจะมีก็คงเป็นเซ็กซ์ บอมบ์ ยูโนว ท่อนนี้ต้องทดไว้ในใจ เดี๋ยวโดนจับไปเข้าห้องตรวจภายใน
     
    เนื่องจากไม่มีกระเป๋าคอมเป็นเรื่อง เป็นราว เราเลยเอาผ้าเช็ดตัวห่อไว้ เอาออกมาที อายเค้าจริงๆ ตอนแรกกะจะโมเมว่าไม่มี แต่คิดๆดูถ้ามันเอ็กซ์เรย์เจอ จะพาลถูกจับข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายเอา หน้าตายิ่งเข้าข่ายต้องสงสัยอยู่
     
    ผ่านมาด่านต่อไป
     
    "มีของเหลวในกระเป๋ามั้ย"
     
    "มีโลชั่นเสริมหล่อครับ"
     
    "เหรอ" แล้วเค้าก็ล้วงๆ
     
    "มันอยู่อีกช่องครับ"
     
    ไม่ยอมฟัง สักพักล้วงขวดน้ำประจำตำแหน่งเราออกมา
     
    "นี่อะไร เดี๋ยวเถอะมึง มีพิรุจ จะโดนตัดตอน"
     
    มาถึงฟินแลนด์ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ทุกทีผ่านได้อย่างสบาย แต่คราวนี้วีซ่าหมด เห็นเค้ากดๆอะไรก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ให้ผ่าน ไม่รู้โดนขึ้นบัญชีดำรึเปล่า ไม่กล้าถาม พี่แกหน้าดุจริงๆ แถมคนต่อเยอะด้วย
     
    ขึ้นเครื่องมา ได้นั่งข้างฝรั่ง พี่แกพูดเก่ง ไอ่ตอนเราตื่นแกก็หลับ พอเราเคลิ้มๆ แม่งเสือกมาชวนกูคุย ตกลงนั่งมาสิบชั่วโมง ไม่ได้นอนเลย
     
    พี่แกเล่าว่าแกมาเมืองไทยบ่อย แต่ทุกทีมาทำงาน คราวนี้มาแบบไม่มีงาน แกตั้งอกตั้งใจ จะมาซื้อเฮลิคอปเตอร์บังคับวิทยุ
     
    แล้วก็ร่ายยาวไปถึงโคตรเหง้าศักราช ได้ความว่าแกเรียนจบวิศวการบิน แต่มาได้งานหลักเป็นงานขายเครื่องประดับ เสียดายไอ่ที่เรียนๆมาเลยเอามาเป็นงานอดิเรกแก้เครียด
     
    "เรียนจบแล้ว ก็เป็นวิศวกรแล้วสิ"
     
    "พูดงั้นก็ไม่ผิดครับพี่"
     
    "เวลคัม ทู เดอะ คลับ ไอ่น้อง"
     
    ฟังแล้วดูดีจริงๆ
     
     
    March 24

    ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น เพราะลืมตั้งนาฬิกา

    หนึ่งปีเจ็ดเดือนผ่านไป ไวดั่งตดยังไม่หายเหม็น
     
    พรุ่งนี้แล้วที่เราจะกลับบ้านเกิดแบบถาวร ไปตายรัง หางานทำเลี้ยงชีพตามมีตามเกิด
     
    ไอ่ตอนขามา ถามกันนักว่ามาทำไม
     
    พอขากลับ เสือกมาถามอีกว่าทำไมไม่อยู่ทำงานต่อ
     
    ตกลงว่าคนดี ไม่มีที่อยู่ ว่ากันอย่างนั้น
     
    ก่อนจากเลยขอไขข้อครหาดังกล่าว
     
    ที่มานี่ แรกเริ่มเดิมทีเพราะไม่อยากทำงาน อยากเรียนต่อ เรียนเมืองไทยก็จะธรรมดาไป เลยเล่นท่ายาก คะแนนสูง มาเรียนซะไกล แต่ก็แอบใช้ตัวช่วยเพราะมีพี่สาวอยู่
     
    บางคนก็ว่า มาถึงเมืองนอกเมืองนา สุดท้ายก็มาอยู่กับคนไทย มาเกาะกลุ่มกันอยู่ ไม่ได้ต่างกับอยู่ไทยเลย เอาเงินไปซื้อหุ้นทีไอทีวี หรือแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีกว่า อะไรก็ว่ากันไป
     
    มีแรงพูดก็พูดกันไปเถิด เราฟังได้ไม่มีเหนื่อย
     
    ไปเมืองนอกทั้งที ก็ต้องไปใช้ชีวิตให้เหมือนเจ้าบ้าน เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ มุมมอง ทัศนคติของเค้า
     
    แนะให้ไปอยู่กับชาวซาไก แถวเมืองกาญจ์ ไม่ต้องไปไหนไกล ไปนุ่งตองเหลือง เรียนรู้ซะให้พอ
     
    ใครจะไปไหน ไปอยู่กับใคร ยังไง มันก็ได้ประโยชน์ ได้ประสบการณ์ทั้งนั้น ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ทำให้ราคาข้าวเปลือกและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตกต่ำก็ไปเถิด
     
    คนที่บอกว่าอยู่เมืองนอกสบาย มีสองประเภท
     
    หนึ่ง พวกรวยระดับที่พี่โอ๊ค พานทองแท้ เค้าจะลดตัวลงมาคบ
     
    สอง พวกที่ไม่เคยออกนอกประเทศ
     
    ก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่ เนื้อหมูเราก็ไม่เคยซื้อ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอาหารที่เรากินทุกมื้อใส่น้ำปลา
     
    มาอยู่ที่นี่ เราทำเองตั้งแต่เปิดเตาแก๊ส ถึงปิดก็อกน้ำในอ่างล้างจาน
     
    เรียนจบแล้วเราก็อยากจะกลับ
     
    ทำงานที่นี่ ได้เงินเยอะกว่าเมืองไทยสามสี่เท่า แต่ค่าอยู่ค่ากินแพงกว่าห้าเท่า
     
    ตอนนี้เราคิดว่าเราอยู่เมืองไทยแล้วมีความสุขกว่า บางคนบอกว่าเรากลับไปหาแฟน
     
    อันนี้ก็ไม่ผิด ตราหน้าเราแบบนี้ เจอกันเราก็จะจุ๊บแฟนเราให้ดูหนึ่งที
     
    ช่วงนึงของชีวิตเราก็เคยมองว่าอะไรที่คนอื่นทำมันไม่เข้าท่า
     
    "มึงจะซื้อทำไมไอพอด จอเล็กนิดเดียว เปิดหนังโป๊ดู หัวนมยังไม่เห็นเลย"
     
    "มึงจะไปทำไมออสเตรเลีย ไปดูจู๋จิงโจ้รึไง"
     
    "อยากจะรู้นักว่านาฬิกามึงกันน้ำได้ร้อยเมตรเนี่ย มึงจะใส่ดำลงไปดูนางเงือกเหรอ"
     
    มาถึงวันนี้ เราอยากจะกลับไปกระซิบมันคนนั้นที่ข้างหู
     
    "มึงเตรียมสมเพชตัวเองไว้ได้เลย มึงไม่ได้มีดีไปกว่าพวกที่โดนมึงประนามไว้หรอก บ๊าย บาย รักนะ จุ๊บ จุ๊บ"
     
    ก่อนโบกหัวให้มันสำนึกสักสามที
    March 18

    เอกลักษณ์(กะปิด ลักกะเปิด)ของชาติ

    "ไฮ ไอ แอม โรเบิร์ต วอท อีส ยัวร์ เนม?"
     
    "ไฮ ไอ แอม เกียรติสกุล"
     
    "วอท?"
     
    "เกียรติสกุล"
     
    "วอท?"
     
    "ยู แคน คอล มี โกโก้"
     
    "วอท?"
     
    "ยู ชูล์ด โก โฮม ออร์ ไอ วิล คิก ยัวร์ เอกส์"
     
    เป็นที่กังขาสำหรับชาวต่างประเทศเสมอ ตลอดเวลาที่เรามาใช้ชีวิตที่นี่ ว่าทำไมเราถึงมีสองชื่อ
     
    สร้างความวุ่นวายในชีวิตได้พอๆกับการนุ่งกางเกงในซ้ำกันหลายวัน
     
    จะบอกว่าเป็นชื่อเล่นมันก็ไม่เชื่อ เพราะ นิกเนม ของมันคือการเรียกชื่อเต็มสั้นๆ
     
    จะบอกว่าเป็นชื่อภาษาอังกฤษ แบบที่คนจีนมีกัน ก็จะผิดจากข้อเท็จจริงไป ในเมื่อบางชื่อเล่น เช่น เผื่อน หม่ำ เล็ก ไม่ได้ตรงกับคำภาษาต่างประเทศเลย
     
    จึงต้องเล่าย้อนไปถึงประวัติศาสตร์สมัยสร้างชาติ ตั้งแต่ยุคชัยวรมัน ไก่ วรยุทธ นานแสนนานมาแล้ว คนไทยเป็นชาติแรก และชาติเดียวที่คิดค้นและใช้ชื่อเล่น ไว้เรียกขานกันสลับกับชื่อจริง และชื่อพ่อ ชื่อแม่
     
    ที่มาของชื่อพวกนี้ก็มีมากมายหลายหลาก ว่ากันจริงๆเขียนได้ยาวกว่าหนังท่านมุ้ย
     
    อันแรกพื้นฐานเลยก็เอาชื่อจริงมาย่อ เอก(ชัย) กิต(ติ) บัว(เผื่อน) (ฮะ)โหน่ง บิ๊ก(จิ๋ว) อะไรก็ว่ากันไป 
     
    บางคนมีชื่อเป็นสัตว์ คาดว่าน่าจะมาจากลักษณะภายนอกตอนแรกเกิด อ้วนจ้ำม่ำก็เรียกหมู ร้องเสียงออดอ้อนก็เป็นแมว บางคนจมูกยาวก็เป็นช้าง ฟันยื่นก็เป็นม้า เกิดมาแล้วขันไม่หยุดก็เป็นโต้ง ซนหน่อยก็ลิง ซนมากก็เหี้ย กูเอาไปทิ้งหลังกุฎิซะดีไหม อะไรก็ว่ากันไป
     
    หลังๆเราเริ่มจับได้อีกประเด็น บางชื่อมาจากสถานที่ เห็นชัดๆ โด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีก็ บรู๊คลิน คุณพ่อคุณแม่ให้การสารภาพว่าน้องเค้ามีจุดเริ่มต้นเป็นตัวเป็นตน ปฎิสนธิกันที่นั่น
     
    สืบสาวมาเรื่อย เราพบ น้องเตียง น้องเบนซ์ อันหลังยังพอทำเนา รถยุโรปเค้าพื่นที่ใช้สอยเยอะ จะลุ่มล่าม นัวเนียอะไรกันก็แล้วแต่
     
    ล่าสุดน้องรถเมล์ คิดไปไกลกว่านั้น บางคนชื่อตู้ ฟังแล้วอึดอัดแทนพ่อแม่เค้าจริงๆ
     
    พูดเรื่องพวกนี้แล้วนึกได้อีกชื่อ น้ำหวาน สันนิษฐานว่ามาจากการปฎิสนธิเช่นเดียวกัน
     
    ปัจจุบันกำลังมาแรงต้องชื่อต่างประเทศ สร้างสรรค์หน่อยก็เอาแบบอ่านเพี้ยนๆแล้วคล้ายๆกัน คำหล้า เป็น คาล่า ทักษิณ เป็น แท็กซี่ จรจัด เป็น จอนนี่ หรือแบบไม่ต้องคิดมาก อยากให้เป็นฝรั่ง ก็ตั้งกันดื้อๆ พจมาน เป็น เอมี่ จา เป็น โทนี่ บุญไหล เป็น โรเบิร์ต เสงี่ยม เป็น สต๊อป อะไรก็ว่าไป
     
    ประเภทสุดท้ายเป็นตัวอักษร ไล่กันแต่เอ บี ซี ไปจนแซด มีไม่กี่ตัวที่ไม่นิยมใช้ เนื่องด้วยความหมายไม่ดี หรือออกเสียงกันไม่สะดวก เช่น อี เอช ดับเบิ้ลยู
     
    ก็ถือเป็นเรื่องน่าอนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของพี่ติ๊ก เจษฎาพร 
    March 16

    ถึงท่านผู้อ่านที่รัก

    ๒๓ นาฬิกา ๕๘ นาที พฤหัสบดี ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๐
     
    เมื่อสักครู่เราเพิ่งลบลิ้งค์ที่ใช้ต่อไปห้องแชตออก หลังเข้าไปรออยู่เกือบชั่วโมง
     
    ไม่มีคนมาตามคาด
     
    จะบอกว่าตามคาดก็ไม่ได้ เพราะถ้าคาดว่าไม่มีใครมาคงไม่ไปรอ
     
    แอบน้อยใจเล็กๆ ซึ่งเทียบกันแล้ว เล็กกว่าแอบอายมหาศาล
     
    รู้สึกเหมือนทำกับข้าวเยอะๆแล้วไม่มีใครมากิน
     
    ฝีมือหมาไม่แดก ริจะไปแข่งทีวีแชมเปี้ยน
     
    ก็ต้องโดนโหวตออกตั้งแต่รอบคัดเลือก อย่างนี้ นี่เอง
     
    เอาไว้ดังแล้วค่อยไปให้สัมภาษณ์สดวิทยุเอเอ็มซักคลื่นละกัน
     
    ได้เป็นตัวคั่นรายการชุมทางเสียงทองก็ยังดี
    March 14

    กิตติกรรมประกาศ ขอได้รับความขอบคุณ

    เพิ่งเสร็จสิ้นกันไปเมื่อวานกับการนำเสนอปริญญานิพนธ์ สำหรับหลักสูตรปริญญาโทที่เราร่ำเรียนมาเป็นเวลาพอสมควร
     
    เรียกได้เกือบเต็มปากว่าจบแล้ว เหลือแค่แก้รูปภาพในรายงานสองสามรูปและเดินเรื่องกับทางทะเบียน ปริญญาใบบางๆก็จะร่อนถึงบ้าน
     
    "แล้วงานรับมีวันไหนลูก แม่จะได้เตรียมตัดชุด"
     
    "เร็วๆนี้เลยแม่ วันดีคืนดีก็ลองแต่งตัวไปยืนหน้าประตูบ้าน รอรับพระราชทานจากบุรุษไปรษณีย์"
     
    อันที่จริงที่นี่เค้าก็มีพิธีการกันเป็นกิจจะลักษณะ แต่ต้องอยู่รอถึงเดือนพฤษภาคม แถมเสียค่าใช้จ่ายอีกไม่น้อย เราเลยขอให้ส่งไปที่บ้านเอาก็แล้วกัน
     
    แต่ลึกๆก็อยากให้แม่ได้มาร่วมงานแบบนั้นสักครั้ง เมื่อตอนจบตรีเราก็ไม่ได้รับในพิธี ไปรับกับเจ้าหน้าที่ทะเบียน แม่ก็ไม่ได้ไปด้วย
     
    เห็นตอนไปงานพี่เราทั้งสองคน แม่ยิ้มแฉ่งเชียว คงดีใจยิ่งกว่าเรียนจบซะเอง
     
    ยังไงแม่ก็คงรู้ว่าเราเรียนมาร่วมหกปี ไม่ได้หวังแค่แต่งตัวหล่อๆไปรับกระดาษใบสองใบ
     
    วกกลับมาเรื่องการนำเสนอ
     
    ซักซ้อมเป็นอย่างดี เอาจนพูดเหมือนสวดมนต์หน้าเสาธงเลย แต่ผิดกันที่สวดเป็นภาษาอังกฤษ
     
    ก่อนวันจริง อาจารย์ส่งคลิปวีดีโอมาให้ บอกว่าให้เอาไปฉายตอนนำเสนอในส่วนผลการทดลอง
     
    เอามาเปิดดูเป็นลูกอาจารย์นั่งกินเยลลี่ด้วยมือ
     
    ลูกแกยังเล็ก ซื้อกล้องมาเลยเห่อ ทำอะไรก็ถ่ายๆไว้
     
    "ลูกอาจารย์น่ารักมากครับ ผมว่าเรื่องวีดีโอที่จะเอามาโชว์ ไว้ค่อยเอาพรุ่งนี้เลยละกัน" เราอีเมลตอบกลับไป
     
    "โอ้ พอดีส่งผิด อันนี้เป็นผลโครงงานของอาจารย์เอง ไม่ใช่ของนักเรียน" ตอบกลับมาแบบติดตลก
     
    ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต (เถิดเทิง) ทอมป์สัน เป็นหนึ่งในคนพูดไทยไม่ได้ที่เรานับถือที่สุด
     
    ตลอดช่วงที่ทำงานกันมา แกไม่เคยด่า ไม่เคยบอกว่าเราทำผิดเลยสักครั้งเดียว
     
    เสนออะไรไปแกก็รับฟัง แล้วก็ให้ความเห็นในมุมของแก ในมุมของอีกคนที่เรียนรู้ไปด้วย ไม่ใช่อีกคนที่เอาแต่ชี้ถูกชี้ผิด
     
    แม้จะอยู่ในตำแหน่งทางการศึกษาที่เรียนไม่ได้มากกว่านี้แล้ว แต่แกไม่เคยยกเอามาเป็นประเด็นในการถกเถียงกัน
     
    "ทำหัวข้อนี้เราก็มาเรียนรู้พร้อมๆกัน" แกพูดอย่างนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน
     
    อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คู่หู รามี่
     
    คนที่ทำให้เรารู้ว่าความคิดเราไม่จำเป็นต้องสำคัญเสมอ ยอมรับความผิดในตัวเอง ความถูกในคนอื่นบ้าง มันถึงจะเป็นงานกลุ่ม
     
    ในการนี้ก็ต้องขอขอบคุณลุกลามไปถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน และทุกคน
     
    เราคงไม่มาได้ไกลแบบนี้ ถ้าขาดแม้คนขับรถเมล์ หรือแม่ครัวร้านตามสั่ง
     
    น้ำมูกเต็มคีย์บอร์ดเลย
     
    บนๆจริงใจ แต่สุดท้ายนี่มุก
    March 09

    AKOKOLIVE CHAT ROOM

    ประกาศ
     
    พบบริการใหม่ล่าสุด "AKOKOROV go LIVE"
     
    "สดๆ ซิงๆ ไม่ติงนัง"
                    -รุ่ง สริยา
     
    "ไม่ลอง ระวังของเข้าตัว"
                         -อาจารย์หนู
     
    "แค่วันละห้านาที ไม่ได้ผล ยินดีคืนเงิน"
                              -ซาร่า พาราเซตาม่อล
     
    "He goes live, what more can you expect"
                                          -New York Times
     
    "เซื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ"
                           -เวียงจันท์ โพสต์
     
    พิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง
     
    ออกอากาศสดทุกวันพฤหัสบดี ห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน ประเทศไทย ทาง AKOKOLIVE CHAT ROOM เพียงคลิ๊กลิ้งค์บนอัลบั้มรูป ที่หน้าแรก
     
    ทุกปัญหามีทางออก ทุกคำตอบอยู่ห่างเพียงนิ้วสัมผัส
     
    สัปดาห์แรก(๑๕ มีนาคม)พบอาจารย์แม่ ตัวเป็นๆ หญิงรู้ ชายรู้ ถามได้ตอบได้
     
    ลงทะเบียนวันนี้ ตามขั้นตอนดังนี้
     
    ๑.ใส่ชื่อที่จะใช้ในการแชต
     
    ๒........จบ
     
    March 04

    แถก อวอร์ด ควบ ถอดเทป เพื่อป้า น้อง และอดีตนายก

    ประกาศผลรางวัล แถกอวอร์ด
     
    คนมาร่วมสนุกพอสมควร แต่ก็น้อยกว่าที่เราคิดไว้
     
    แอบน้อยใจเล็กๆ
     
    หลังๆขนาดแม่เรายังรู้เลยว่าเราเขียนบลอก ยังมาแนะอีกว่าให้เอาไปพิมพ์ขาย
     
    ไม่รู้เข้ามาอ่านรึเปล่า ยังไงก็ทักทายแม่เรากันได้
     
    สำหรับผู้ชนะ เฉียดฉิวแบบต้องใช้ภาพถ่ายสายสะดือตัดสิน
     
    ขอมอบรางวัลแก่ คุณกรูกี กีรพัตร ไม่ทราบนามสกุล กับสำนวน "If life gives you ASS!, just make a HOLE!!"
     
    เฉือนอาจารย์แม่ที่แพ้ฟาล์ว เพราะเขียนผิดไป
     
    ขอเสียงปรบมือให้กับคุณกีรพัตร ดังๆสามครั้ง
     
    ป้าบ ป้าบ ป้าบ ซี้ด อ้า
     
    สำหรับคนที่พลาดรางวัลไปก็ขอขอบคุณ หวังว่าคราวหน้าจะมาร่วมสนุกกัน รางวัลอีกมากมายรอคุณๆอยู่
     
    และเนื่องจากคุณกีรพัตร ติดภารกิจให้อาหารจิ้งจกที่บ้านจึงไม่สามารถมากล่าวขอบคุณใครได้
     
    ทางรายการจะเตรียมรางวัลไว้รออย่างใจจดจ่อ
     
    แต่ด้วยความผิดพลาดบางประการ รางวัลในส่วนของตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-สุวรรณภูมิ ทางรายการขอเปลี่ยนเป็นตั๋ว ปอ.แทน
     
    ที่เปลี่ยนนี่ก็เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบาย
     
    เรารู้กันดีว่า นั่งรถ ปอ. ปลอดภัย และสะดวกกว่าไปนั่งเครื่องบินที่สุวรรณภูมิเป็นไหนๆ ถนนก็ไม่มีรอยแตก กระเป๋าก็ไม่ต้องรอนาน กระทั่งสูญหายแบบไร้ร่องรอย
     
    ขอได้รับความขอบคุณจาก ขสมก. และ องค์การบริหารรถร่วมบริการ
     
    มาต่อกันที่เรื่องที่เราเอามาควบ
     
    เหตุเกิดที่ซิดนีย์
     
    แม้ว: ผมเป็นนายก ผมยังไม่มีอำนาจเลย เพราะคุณเปรมแอบสั่ง แอบพูด แล้วก็ไปสั่งหนังสือพิมพ์ให้ตีผมทุกฉบับ โดยผูกผมให้เป็นประเด็น คนก็เลยกลายเป็นว่าโกหกทั้งหมด
     
    ป้า: พวกคนโง่ค่ะ ที่ไม่ทราบความจริง เชื่อค่ะ ก็มันโง่ไง
     
    แม้ว: มันๆ บางทีบางครั้งก็เห็นใจเขาเหมือนกัน เพราะว่าหนังสือพิมพ์พูดทุกวัน เค้าก็ไม่รู้จะเอาข่าวสารที่ไหน
     
    ป้า: แล้วที่นักศึกษาเค้าเปิดเนทดูนะคะ ก็เชื่อในเนทนะ นักศึกษาก็งี่เง่าเหมือนกันนะ
     
    เราไม่ได้อยู่ฝ่ายไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะฝ่ายพ่อพี่โอ๊ก หรือฝ่ายพันธมิตรให้เสียงภาษาไทย และแน่นอน ไม่ได้อยู่ฝ่ายป้า
     
    แต่เราโดนเต็มๆ
     
    ด้วยความเคารพ
     
    คนอ่านข่าวในอินเตอร์เนทแล้วโง่ ป้าก็ไปอ่านถุงกล้วยแขกโน่น
     
    คนยิ่งเรียน ยิ่งศึกษา ยิ่งงี่เง่า ก็ส่งลูกป้าไปเลียหัวนมจิงโจ้ในป่านู่น
     
    มันมาพูดห่าอะไรก็เชื่อไปหมด เออ ออ กับมันให้หมด อย่างงี้ถึงจะฉลาด
     
    ได้ยินแล้วอยากให้ป้าเอาหัวไปโขกรันเวย์ให้แตก แล้วเอาซีทีเอ็กซ์มาแสกนสมอง
     
    ไหนๆก็มาทางนี้แล้ว เอาอีกสักเรื่อง
     
    นิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ เล่มล่าสุด มีแฟชั่นชุดนักศึกษา โดยนายแบบรับเชิญ นักแสดงนำจากหนัง Final Score ๓๖๕ วัน ตามชีวิตเด็กเอ็นท์
     
    แนวคิดประมาณว่าเด็กพวกนี้เพิ่งจบช่วงชีวิตนักเรียนมัธยมปลาย เตรียมพร้อมจะเริ่มช่วงใหม่ในบทบาทนักศึกษามหาวิทยาลัย
     
    แต่ละคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวทรงพอดีตัว มีลูกเล่นที่ตะเข็บและกระเป๋าบนหน้าอก นุ่งกางเกงยีนส์บ้าง การเกงผ้าทรงกระบอกสีน้ำตาลบ้าง
     
    ทรงผมก็ไว้ยาว ตามกระแสแฟชั่นจากประเทศเพื่อนบ้าน
     
    อารมณ์ประมาณ"กูกำลังจะเข้ามหาลัย ชีวิตอิสระที่กูเลือกเองรออยู่"
     
    เมืองไทยมีรูปแบบชุดนักศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว
     
    ทำไมต้องมี
     
    ก็เพราะเค้าอยากให้ใส่เหมือนกัน เค้ารู้ว่าถ้าปล่อยให้แต่งกันตามชอบมันจะแข่งกันแต่ง ตังค์ก็หาเองไม่ได้ เดือดร้อนพ่อแม่อีก 
     
    แล้วไอ่หอกหักสี่ตัวนี่ มาบอกว่าตัวเองจะเป็นนักศึกษา จะใส่ชุดนักศึกษาแบบนี้ ไปเรียนในที่ๆพวกมันดิ้นรนสอบเข้าได้
     
    ไอ่ที่ไปติวมา ไปกวดวิชามา รับรองผล ว่าทำข้อสอบได้แน่
     
    แต่ไม่ได้เหี้ยอะไรมากกว่านั้น อันนี้แน่นอนกว่า เรารับรองเอง ไม่ยินดีคืนเงิน 
     
    ไม่เคยไปเรียน เราก็พอจะรู้
     
    "ไม่เคยเข้าเรียนเตรียมสอบเอ็นทรานส์" แน่นอนชาวบ้านก็จะนึกในใจว่า "เออ มึงเก่งนักก็ไปบริหารไอทีวีไป๊" หรือ "ไอ่บ้านนอก มึงกลับไปใช้กระดานชนวนเรียนกับพระฤๅษีไป๊"
     
    ตอนนั้นเราไม่เรียนเพราะขี้เกียจ ตอนนี้ให้ย้อนเวลากลับไปแล้วฉีดยาขยันสักสามหลอด เราก็ไม่ไปเรียน
     
    สำหรับเรา เรื่องพวกนี้มันเป็นความผิดพลาด
     
    นักเรียนไม่สนใจเรียนในโรงเรียน แต่เอาเงิน เอาเวลาไปเสียให้โรงเรียนที่สอนทำข้อสอบ
     
    ขนาดตัวคนสอนก็แสดงตัวอย่างให้เห็นซะเอง
     
    ทำข้อสอบฟิสิกส์ได้เต็มร้อย ก็มีเมียน้อยเมียหลวงมาแย่งสมบัติกันวุ่นวาย
     
    ยังไงเสีย ก็ขอให้พวกน้องสนุกกับการใส่เสื้อขาว และการไว้ผมยาวๆให้เต็มที่ คุ้มค่ากับเงินและเวลาที่เสียไปให้โรงเรียนกวดแต่วิชา ไม่กวดไม่วิ่งตามชีวิตเลย
     
    เพราะสิ่งที่น้องๆจะได้คือกระดาษหนึ่งใบที่ไม่ได้หนากว่าทะเบียนบ้านหรือใบมรณบัตรของบรรพบุรุษน้องเลย