AKOKOROV's profileAkokorov losts in middle...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 30 ฉายควบ วนทั้งคืนมาแบบสองตอนติดเนื่องจากตอนที่แล้วไม่ค่อยมีอะไรเลย
เดี๋ยวมาตรฐานตก เลยเอาควบอีกสักตอน
ซึ่งก็อาจไม่มีอะไรเลย
พูดไปอาจเหมือนละคร แต่เราพบมาแล้ว สเปซที่คนเข้ามากจนเอาโฆษณามาลง ทำรายได้เข้ากระเป๋ากันไป
เนื่องจากไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลยไม่อยากบอกว่าของใคร
ถ้าท่านผู้อ่านอาจเสนอแนะมาว่า"มัวแต่มาเล่า แล้วมึงจะได้อะไร เห็นช้างขี้ มัวแต่ควักมาดม แล้วเมื่อไหร่มึงจะโตเหมือนช้าง"
บลอกเราคนเข้าชั่วโมงละไม่ถึงหนึ่งคน บางคนเข้ามาเพราะกดผิดด้วย โฆษณาที่มีได้ก็คงมีแต่ยาแก้เล็บเน่าที่ทางเจ้าของเวปยัดเยียดเข้ามาให้ ถือเป็นการเก็บค่าบริการของเค้าทางอ้อม
ท่านผู้อ่านที่เล็บเน่าก็อย่ามัวแต่เอาให้ตนเองและผู้อื่นดม รีบใช้บริการเสียแต่วันนี้ ก่อนเล็บดีๆจะไม่มีให้เน่า
พูดถึงเรื่องผู้เข้าชม เราไปเจอบลอกน้องคนนึง ซึ่งไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน น้องเค้าเขียนเรื่องประเภทที่เค้าเรียกว่า"ฟิค" ไอ้เราเรียนมาน้อย แปลเองว่าเป็นเรื่องที่แนวทางถูกจำกัดไว้แบบเดิมทุกตอน อ่านตั้งนานกว่าจะได้บอกลานกเอี้ยงบนหลัง ก่อนจะพบกับนกอ้อ
"ฟิคชั่น"
เรียนโทเมืองนอก คำย่อแค่นี้ยังไม่รู้เลยกู อายน้องเค้ามั้ยนั่น
ก่อนเริ่มเรื่องตอนนึง น้องเค้าเขียนตัดพ้อประมาณว่า กว่าเค้าจะเขียนออกมาแต่ละตอน บางทีแต่งได้ไม่ทันเวลาที่ปกติจะเอาลงอาทิตย์ละครั้ง เค้าเครียด จนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น การเรียนก็ตก เพื่อนก็ไม่คบ เริ่มเก็บตัว ครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่แยกทาง บ้านแตกสาแหรกขาด เงินบาทลอยตัว
และที่น้องเค้าเครียดที่สุด ก็คือน้อยใจ ที่มีคนมาอ่านงานเค้าแล้วไม่ทิ้งข้อคิดเห็นไว้
ซวยเลยเรา เข้ามาแล้วจะออกเลยก็จะกลายเป็นตัวการสร้างปัญหาชีวิตให้เยาวชนของชาติอีก เลยลองอ่านแล้วทิ้งข้อคิดเห็นไว้หน่อย
"ฮิเดะ น่าสงสารมากเลย ไม่รู้ตัวว่าอิรางิที่จริงก็มีรู้สึกดีๆให้เหมือนกัน"
เสร็จสัพ มารู้ทีหลังว่าฮิเดะกับอิรางิเป็นฝาแฝดกัน ชายทั้งคู่
ป่านนี้น้องจะฆ่าตัวตายไปแล้วรึป่าวก็ไม่รู้ ไม่กล้าเข้าไปอ่านอีกเลย
นึกย้อนกลับมาหาตัวเอง
เรามานั่งนึก นั่งพิมเรื่องพวกนี้ให้คนอื่นอ่านทำไมกัน
น้องคนนึงเขียนไว้ในบลอก
"เม้นมา เม้นกลับ 100% ถ้าไม่เม้นมั่วครับ"
อ่านแล้วแอบยิ้ม พี่เม้นให้น้อง แม่น้องจะให้ค่าขนมเพิ่มเหรอ
แต่น้องคงมีความสุขตอนเขียนตอนต่อไป
สำหรับเรา เราไม่เม้นกลับ แต่เราเขียนตอนต่อไปอย่างมีความสุข เมื่อรู้โดยทางใดทางนึงว่าคนอ่านงานเราแล้วยิ้มหรือหัวเราะ
สามสี่ย่อหน้านี้คงไม่ตลกเท่าไหร่ อยากบอกเฉยๆครับ
ถ้าอยากตลก จำง่ายๆ ท่องให้ขึ้นใจ "กระพริบเมื่อไหร่ เป็นคลิ๊ก"
ซ้ำ เหมานั่งคิดชื่อตอนสี่นาทีเต็ม
สุดท้ายนึกถามตัวเอง ทำไมต้องเป็นภาษาอังกฤษวะ
แรกๆที่เริ่มเขียน เราตั้งชื่อแบบว่าพยายามทำอารมณ์แบบคนกำลังจะสร้างหนัง ชื่อต้องสั้น แล้วโดน เป็นนามแล้วมีคำมาขยาย
ตอนนี้รู้สึกไม่รู้จะคิดแบบนั้นทำห่าอะไร ง่ายๆไม่ทำ เสือกเล่นท่าคะแนนสูง
เริ่มทำทีสิสมาได้สองสัปดาห์แล้ว
ไม่อยากพูดรายละเอียดมากเนื่องจากไม่ชอบทำเป็นการส่วนตัว
เอาแบบคร่าวๆ "มาสาย บ่ายหลับ กลับก่อน"
ตอนเช้า แน่นอนตามคำเปรียบเปรยของบรรดาผู้รู้
"มื้อเช้า เป็นมื้อทอง"
เงินยังไม่มีปัญญาจะหา เลยไม่คิดไกลถึงทอง
อย่างน้อยช่วงเช้า ก็ไม่ต้องอยู่ในอาการว่างงาน เนื่องจากมีอาการหิวเป็นกริยาหลัก
ตกบ่าย ก็ไม่ได้นั่งว่างๆมองจอคอมแล้วไม่ทำอะไรเลย เพราะตาปิดอยู่
เล่ามากเดี๋ยวทางบ้านคงจะเป็นห่วงแย่
เมื่อคืนนั่งดูตัวอย่างหนังเรื่องนึง วนไปวนมาเกือบชั่วโมง
"ไอ่ตอนสนุกๆก็มีแค่ในตัวอย่างอ่ะแหละ"
ก็เออสิวะ กูได้ดูอยู่แค่นี้นี่นา
ไม่รู้ทำไม ดูแล้วเราอยากทำอะไรซักอย่างให้คนรอบข้างรู้จักมั่ง
เขียนบลอก กับตั้งกระทู้ในพันทิพ คงไม่พอ
September 26 Cinema Atttacksชื่อนี้ตรงๆเลย เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนัง
เอาแบบฉายควบ ทีเดียวสองเรื่อง "โดนหนามตำ" และ "เล็บขบ"
แถกันตรงๆอย่างงี้ มุกควายสุพรรณมาก แต่หน้าด้าน
ระยะนี้อากาศเป็นใจ ต้องรีบทำกิจกรรมกลางแจ้งไม่ว่าจะเป็น กินข้าว ซื้อของ ทำงาน เล่นกีฬา ปาตี้ นานไปอาจลามไปถึงอาบน้ำเข้าส้วม
ว่าแล้วเย็นวานนี้ ออกตัวล้อฟรีไปเตะบอลกะเพื่อนฝรั่งหนึ่งฝูง
วันนี้สมาชิกมาน้อย แก๊งค์เฒ่าทารก จิวแป๊ะทง จากเมืองจีนติดภาระกิจ ดูแมนยูกัน ไม่โผล่มาซักหน่อ
เตะกันคนน้อยก็เหนื่อยไว แอบอู้ลำบาก
เล่นกันตูมตามๆก่อนที่เหตุไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น
ผู้เล่นปีกซ้ายทีมรวมดารากระทรวงศึกษาผู้ใหญ่ทำบอลหลุดออกข้าง เราผู้เล่นจากสโมสรสำนักงานสลากของขวัญวันเด็ก รีบไปเก็บบอลหวังจะเอามาเปิดเกมเร็วแลกกันในช่วงท้ายเกม
บอลหลุดเข้าไปในโพรงหญ้าเตี้ยๆ เอามือล้วงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
"โอ๊ะ" เจ็บแปรบขึ้นมาทันที
รู้สึกว่าโดนอะไรข่วน แล้วยังปวดๆพิกล ไม่เหมือนตอนโดนหนามไมยราพเลย "เฮ้ย เป็นไร เจอตังค์ตกรึไง"
"หนามทิ่มครับ"
"นิดๆหน่อยๆ แถวบ้านกูเค้ายังเก็บมายำกินเลย"
ต้องเก็บอาการ ทนพิษบาดแผลต่อไป บอกไปไอ้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวคงไม่มียาถอนพิษดอกท้อ คงต้องไปตามหาทายาทท่านมารบูรพา อึ้งเอี๊ยะซือ คงจะไม่ยากนักที่เราจะหาคนสกุลอึ้งในโยทตาบอยได้ทันการ ก่อนที่พิษจะลามไปตามชีพจร
ถ้าไม่ทันการยังไง ไปให้เพื่อนคนจีนสกัดจุดเหมยอี้ และเซี๊ยะเหม่ยไว้ ก่อนจะลามไปที่ต่อมลูกหมาก
อย่าสงสัยว่าทำไมรู้เยอะจัง เราเป็นลูกหมอ
ทิ้งไว้สักพักก็หายปวด ขึ้นเป็นผื่นคันแทน
ว่าแล้วรีบทำเกมต่อ ได้จังหวะวางบอลยาวข้ามฟากจากท่าพระจันทร์ ไปวังหลัง
"โอ๊ะ" เจ็บนิดๆนะ เจ็บนิดๆนะ
เกิดอาการวิงๆ รู้สึกได้ถึงความแปรปรวนบริเวณช่องแคบระหว่างหัวแม่เท้าข้างขวา และนิ้วชี้
ไอ้เล็บไม่รักดี เลี้ยงมาจนโต เสือกมากัดกู
ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลางกันไปไม่รู้ทำไม อาจจะเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (นี่ หรอยมาเลย ดังนัก พอมีคนมาค้นหาคำนี้ในกูเกิ้ลก็จะมาเจอของเรา นึกว่าเราเขียนบลอกวิจารณ์หนัง กดเข้ามาดูพอรู้ว่าโดนหลอกแล้วก็จะด่าพ่อเรา คิดได้แบบนี้แถวบ้านเรียก ฉลาดแกมโง่) September 21 Healthy hauntedเมื่อคืนที่ผ่านมา เอาตาไปผ่านเวปไซด์หน้านึง เวปนี้นำเสนอเรื่องสัพเพเหระ มีทั้งข่าว รูป เรื่อง สาระพัด รวมทั้งหัวข้อที่เค้าตั้งว่า เรื่องน่ารู้เพื่อสุขภาพ
ตาเรากวาดไปเจอหัวข้อนึง "หากไม่ขับถ่ายตอนเช้า" ด้านล่างมีรูปทารกโก่งตัวเบ่งฉี่ลงชักโครกที่ขอบโถมีความสูงประมาณสองช่วงตัวเด็ก
คลิกตามเข้าไป พบบทความว่าด้วยเรื่องที่จะเกิดขึ้น หากคนไม่ถ่ายหนักตอนเช้า เรื่องที่นำเสนอ น่ากลัวพอสมควร เริ่มที่คุณตื่นมาแล้วมีของเสียอยู่ในลำไส้ใหญ่ เมื่อมันไม่ได้รับการขับถ่ายออกมา ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ลำไส้ใหญ่ จะบีบตัวเคลื่อนของเสียผ่านลำไส้เล็ก มาเก็บไว้ในกระเพาะ แล้วทำการดูดซึมซ้ำอีก เมื่อทิ้งไว้นานๆ ของเสียจะเกิดแก๊ซ ซึ่งจะลอยผ่านทางเดินอาหาร ออกทางช่องปาก
แถวบ้านเรียกว่า ขี้ออกปาก
นอกจากนั้น แก๊ซที่ว่า ยังลอยเข้าปอด ทำให้มีของเสียเข้าสู้กระแสเลือด ซึ่งเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย รวมทั้งสมอง
แถวบ้านเรียกว่า ขี้ขึ้นหัว
ตัวเราเองแต่เด็ก ได้รับการปลูกฝังในโรงเรียนว่าให้ถ่ายหนักวันละสองครั้ง เช้าและเย็น แต่ด้วยความเป็นเด็กมุทะลุ บวกกับความช่างเลือก ตื่นมาไม่มีเวลาทำธุระหลายอย่างก่อนไปโรงเรียน เลือกทำเฉพาะที่สำคัญเท่านั้น การถ่ายหนักก่อนไปโรงเรียน จึงถูกละเลยไป
มาถึงโรงเรียน ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่โรงต่อกี่โรง ไม่เคยเห็นห้องน้ำโรงไหน เข้าขั้นให้ถ่ายหนักแบบไร้กังวลเลย ไม่มีขันบ้าง กลอนประตูพังบ้าง น้ำไม่ไหลบ้าง คนก่อนหน้าไม่รับผิดชอบบ้าง รุ่นพี่แอบมาสูบบุหรี่บ้าง เพื่อนจุดประทับไล่บ้าง และที่สำคัญ เป็นแบบนั่งยองๆแล้วไม่มีที่แขวนกางเกงให้ ท่าแบบถกลงมาแล้วนั่งยองๆก็ไม่เคยได้รับการฝึกมา แม้กางเกงสีกากีก็ไม่อยากเสี่ยง จะให้ถอดแล้วเอามือถือไว้ อาจจะมีผลกระทบในจังหวะเก็บกวาด หยิบผิดหยิบถูก เดี๋ยวเอาค่าขนมไปเช็ดก้น
ด้วยเหตุทั้งหลายทั้งปวง เราจึงกลับจากโรงเรียนด้วยความรีบร้อนเป็นประจำทุกวัน ไม่เคยเถลไถล
โตขึ้นมาเลยไม่มีนิสัยถ่ายเป็นเวลา ยังดีที่หัดปล่อยไว้หลายที่ เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆมาเยอะ ปวดเมื่อไหร่ ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่น
แน่นอน เมื่อได้เห็นข้อเขียนในเวปดังกล่าว จึงสะกิดใจไม่น้อย
ปกติข้อมูลประเภทนี้ส่วนใหญ่จะได้รับมาทางฟอเวิร์ดเมล ซึ่งถ้าไม่มีรูปนางแบบสาวประกอบเราจะไม่ใส่ใจนัก
ข้อเขียนนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยจนกระทั่งรุ่งเช้า รู้สึกในลำคอมีมวลอากาศอุ่นๆคละคลุ้งอยู่ ตกบ่ายรู้สึกงัวเงียๆ ง่วงๆมึนๆ
รีบเข้าห้องน้ำทันที ท้องไม่รู้สึกอะไรเลย แต่อยากเอาออก รีบตั้งสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออก เข้า.... ออก.... เข้า.... ออก.... กำหนดดวงจิตให้สว่างที่ปลายจมูก ตามหลักที่เรียนมาในวิชา ส ๐๑๘ พูดชื่อวิชาไม่ได้ เดี๋ยวปาบ เลื่อนจุดสว่างมาที่ท้องน้อย เข้า.... ออก.... เข้า.... ออก.... เริ่มได้ที่ ลงต่ำมาอีกที่จุดนัดพบ ออก.... ออก.... ออก.... ออก....
ไม่เป็นผล รู้สึกเหมือนยิ่งเบ่งมันจะยิ่งขึ้นหัว นานไปอาจจะไม่ใช่แค่แก๊ซที่ออกทางปาก
ปล่อยๆมันไป ถ้ามันเป็นอย่างเค้าว่า ป่านนี้เราคงปากเน่า ปัญญาอ่อนไปแล้ว September 20 Imagine life with out ITที่จริงเขียนตุนไว้สองเรื่อง แต่ดูท่าเอามาลงตอนนี้คงไม่สมควร
ทุกคนที่เข้ามาอ่านคงรู้เรื่องกันหมดแล้ว แม้มันจะเกิดดึกหน่อย แต่มันใหญ่จนกระทบได้ทุกส่วนประสาท
คาดว่าแทบทุกบลอกที่เขียนเป็นภาษาไทย หรืออังกฤษโดยคนไทย คงต้องพูดถึง จนประมาณคนเขียนมากกว่าคนอ่าน
เราไม่หวังอะไร แค่อยากเล่าในมุมที่เรามอง แบบคนไทยที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศตอนเกิดเหตุ
วันนี้ออกไปทำทีสิสที่โรงเรียนตามปกติ กลับมาบ้านตอนห้าโมง ตรงกับสี่ทุ่มเมืองไทย
โทไปหาคุณแฟน เธอดูทีวีอยู่ ตอนนั้นละครยังออกอากาศอยู่ทางช่องสาม เลยไม่รบกวน วางสายกันไปเดี๋ยวค่อยโทไปใหม่
อีกไม่กี่อึดใจ เราเหลือบไปเห็นข้อความต่อท้ายชื่อเพื่อนคนนึงที่ออนไลน์อยู่
"ภาวะฉุกเฉิน กทม"
นึกว่ามุก รีบทักเลย
"ฉุกเฉินไร"
ขณะกำลังพิมพ์"ปวดอึเหรอ"เพื่อนเราตอบกลับมา
"ทหารเอารถถังจากลพบุรีมาล้อมทำเนียบแล้ว"
แน่นอนเราต้องถามว่า"จริงเหรอ"
แล้วก็รีบหาทางดูข้อเท็จจริง เปิดเวปข่าวก็ไม่ได้ ท่าทางคนจะเข้ากันเยอะ ดูทีวีไทยตอนนั้นทุกช่องก็เปิดเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบภาพในหลวงกันหมดแล้ว
ลองเปิดทีวีที่นี่ดู มีนักข่าวสองคนมานั่งพูดกันเรื่องนี้ ฟังออกแต่คำว่าไทยแลนด์ ประมาณห้านาทีก็ตัดไปข่าวอื่น
นั่งอ่านข้อความที่ส่งมาเรื่อยๆ จากเพื่อนที่ดู cnn ที่เมืองไทยไปพลาง ก็พยายามหาทางดู cnn ในอินเตอเนทไปด้วย สุดท้ายเพื่อนก็ส่งลิ้งมาให้ เป็นข่าวสดของ bbc
ตอนนั้นเป็นภาพสดจากการประชุมยูเอ็นที่นิวยอร์ก ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยนอกจากตัววิ่งเบลอๆ อ่านออกแต่ตัวใหญ่สุด "Thailand in crisis"
นอกจากนั้น ก็ได้รับคำถาม"รู้รึยัง เมืองไทยปฎิวัติ"จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เมืองไทยมาทางการแชตประมาณสิบคน คนละหน
เราก๊อปปี้คำว่า"อา ดูอยู่ๆ"แล้วเอาไปตอบให้ทุกคน
จากนั้นก็มีคนส่งพวกกระทู้ตามเวปที่มีคนไปโพสต์ เป็นเหตุการณ์เรียงแต่แรก อ่านแล้วก็งงๆ ตรงมั่ง ไม่ตรงมั่ง ไม่รู้มั่ง
จากนั้นอีกไม่นาน cnn ที่เมืองไทยก็โดนตัด ตอนนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็รับรู้ได้เท่ากัน นอกจากบ้านใครที่มีรถถังอยู่หน้าบ้าน ไปกระซิบถามพี่ๆทหารเอา
เพื่อนที่ส่งลิ้งค์มาให้ถามว่าเราฟังรู้เรื่องมั้ย เราบอกก็พอออกบ้าง เค้าบอกให้เล่าคร่าวๆให้ฟังหน่อย
เราเห็นว่าเรื่องที่ฝรั่งมันพูดก็วนไปวนมา เป็นเรื่องที่เรารู้จากมันแล้วส่วนใหญ่ แต่มีตอนนึงที่เราฟังได้คร่าวๆ และเห็นว่าน่าสนใจ
"เค้าบอกว่าทำไมในหลวงไม่ออกมาสนับสนุนซักฝ่าย"
หลังส่งเราเห็นข้อความนี้ไนหน้าต่าง อ่านเองยังตกใจเลย รู้เลยว่าคิดสั้นไปก่อนส่ง
ไม่รู้ข้อความนี้จะถูกส่งต่อกี่ทอด รู้ตัวเลยว่าไม่ควร สถานการณ์แบบนี้ ต้องชัดเจน อะไรๆมันเปราะบาง แตกง่าย
หลังจากนั้นเลยขอรับอย่างเดียว นั่งฟังนั่งดูภาพข่าวที่ฉายวนไปวนมา จนมีพี่คนไทยอีกคนมาหาที่ห้อง เค้ายังไม่รู้เลยเพราะไปเรียนมาทั้งวัน เลยเล่าแบบย่อๆ ย่อที่สุด เพราะรายละเอียดอาจจะตกหล่นตามสัญญาณในอากาศ
นั่งฟังกันซักพักก็ไปกินข้าวกัน ไม่ได้เครียดอะไรกันเลย เพราะเท่าที่รู้ รถถังที่ไปวนในกรุงเทพ ยังไม่ได้ยิงกระสุนซักนัด
ที่คุยกันก็มีแค่ถ้าบินกลับไทยตอนนี้ ต้องไปติดในสนามบินเหมือนเรื่อง The Terminal
มาถึงตอนนี้เรานึกถึงตอนพฤษภา ๓๕ ตอนนั้นยังเด็ก แถมอยู่ต่างจังหวัด นอกจากโรงเรียนหยุดแล้ว ไม่รู้อะไรมากกว่านั้นเลย
งงมาก ที่พ่อดูข่าวทั้งวัน
มาตอนนี้ เราดิ้นรนอยากรู้กว่าพ่ออีก เข้าใกล้เหตุผลที่เค้าไปชุมนุมกันแทบทุกครั้งที่มีเรื่องแบบนี้
เข้าใกล้ด้วยทัศนคติ ไม่ใช่เครื่องบินโดยสาร
ตกดึกเพื่อนฝรั่งก็เริ่มถาม เรื่องใหญ่แน่นอนที่มีรถถังอยู่บนถนนกลางเมืองหลวง
พรุ่งนี้ คงเจออีกเยอะ
ยังไง ก็ได้แต่มองภาพข่าว อ่านข้อความ บนหน้าจอเล็กๆบนโต๊ะทำงาน
ไม่ต้องเห็นด้วยตา แค่รู้ด้วยทางใดทางนึงว่ามันจบแบบเรียบๆ แค่นั้นก็พอ
ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ส่งข้อความมาให้ เล่าเรื่องตลอด เดาออกว่าประเภทสอดรู้อย่างเรา อยากรู้เรื่องนี้แน่นอน
คงไม่ต้องแนะนำให้อยู่ในความสงบหรืออะไร เราเชื่อว่าถ้าเราอยู่กรุงเทพตอนนี้ก็คงทำตัวไม่ได้ต่างจากเดิม
แต่พอไม่ได้เห็นด้วยตา บางทีก็คิดไปนู่นนี่
เอาธงชาติขึ้นรูปแสดงตัวในเอ็มเอสเอ็น หลายคนถามว่า"เพิ่งจะมารักชาติเหรอ"
ตอบได้แค่ว่า"มันกำลังฮิต" September 17 Top of the listช่วงนี้ชีวิตราบเรียบดังที่ทำนายไว้แต่ต้น เรื่องเล่าจึงน้อยลง
เมื่อไม่มีเรื่องตัวเองมาเล่า เลยเลียนแบบ ทำตามชาวบ้านเค้าบ้าง
เอาเนื้อเพลงมาลงนั่นเอง
จากการสำรวจ เพลงที่คนทั่วๆไปจะเอามาลง จะเป็นเพลงที่สะท้อนตัวตน ประมาณว่าเค้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
เพลงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราเท่าไหร่ แต่อยู่ๆก็นึกอยากจะฟังขึ้นมา
กระแสของมัน ดังกระช่อนช่วงนึงที่เรากลับไปเมืองไทยพอดี เรียกว่าเป็นประเด็นถกเถียงกันทั้งกรอบเช้ากรอบบ่าย แม้ต้นสังกัดจะไม่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ แต่ก็ได้ผู้ประกาศข่าวหน้าคุ้นหลายต่อหลายคนช่วยกันป่าวประกาศให้
ทุกทีเราไม่อยากจะเขียนชื่อที่จะไปอำนวยผลประโยชน์ให้ใคร ถึงมีคนอ่านไม่เยอะ แต่หยิ่ง
แต่อันนี้ทนไม่ไหวจริงๆ กระแสมันแรง เขียนปุ๊บ อ๋อกันทั้งบาง
"ผู้บ่าวกินแมว"
มันโดนขนาดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาระงับการออกอากาศ อ้างว่าขัดกับขนบอันดีงาม ลึกๆอาจจะทำเพื่อแมว
วิธีการรับสาร ขอให้ท่านผู้อ่าน คลิกขวาที่ลิ้งค์ข้างล่าง แล้วเลือกเปิดลิ้งค์ในหน้าใหม่(Open in new window) จะนำไปสู่หน้าเวปที่เล่นเพลงนี้ จากนั้น คลิกกลับมาหน้านี้ เพื่ออ่านเนื้อเพลงประกอบ
แนะนำให้ฟังไปอ่านไป ถ้าไม่ใช่คนอีสาน อย่าแม้แต่จะคิดที่จะรับสารอย่างเต็มแคลอรี่ และเคลิบเคลิ้มกับรสชาติดนตรีสี่ขา ตาสีสวาท เนื้อเพลงนี้ตอนแรกเราค้นหาไม่เจอ พยายามแกะเอง ฟังไป ๘ รอบ ท่อนแรกยังฟังไม่ออก เดชะบุญ น้องคนนึงแนะเราให้เอาช่วงที่ฟังออกไปค้นดู เราค้นคำว่า"แมวของหลวงตา" แน่นอนว่าไม่มีเวปไหนพูดถึง นอกจากเวปที่มีเนื้อเพลงนี้
เชิญรับฟัง
เชิญรับสาร
ผู้บ่าวกินแมว
ยายจื้น เสียงอีสาน ค่ำๆตะเว็นล่ะพอคุ้มมุ้ม มาถึงตรงนี้ ถ้าได้เปิดฟังจนจบ หลายคนก็คงปิด แต่เราขอเปิดแบบฉายวนทั้งวัน
ขอให้เพลิดเพลิน September 14 worthless wordsนานมาแล้วที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรจากท่านผู้อ่าน
ไม่ได้หมดมุก แต่คิดอะไรไปเพลิน แล้วอยากรู้ว่าคนอื่นเค้าจะว่างพอทำได้อย่างเรารึป่าว
อยากจะให้ท่านผู้อ่าน ลองสำรวจวความรู้สึกของท่านเอง แล้วนึกถึงประโยคที่เป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้
"จะถามไปทำหอก จะบอกมาทำไม"
ตัวอย่าง
"พี่ๆ ตัวสีแดงนี่ ซักแล้วสีตกมั้ย"
มันคงจะบอกหรอกนะ"ตกน้อง วันนั้นเพื่อนพี่เอาไปลงเครื่อง ซักเสร็จแดงทั้งถังเลย"
"ป้าจ๋า ส้มนี่เพิ่งมาวันนี้รึป่าว"
ป้าแกคงจะไม่สารภาพว่า"โอย กองไว้สามสี่วันแล้ว ข้างล่างก็เริ่มเน่าละ มาๆ เดี๋ยวป้าหยิบให้ จะได้คัดให้พิเศษเลย"
"ผมเป็นคนตรง คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น"
ถ้ามึงบอกเป็นคนไม่ตรง เบี้ยวไปเบี้ยวมา หน้าไหว้หลังหลอก เป็นหอกข้างแคร่ ใครจะมาทนฟังมึงกัน
"หนูเป็นคนง่ายๆ ค่ะ อะไรก็ได้ทั้งนั้น"
จ๊ะๆ ถ้ายากน้องคงโดนขี้เถ้ายัดปาก ไม่ได้มาพูดให้พี่ฟังหรอก
คงพอจะได้แนวทางกันไป ใครคิดได้ก็ทิ้งข้อความไว้ คิดไม่ได้อยากประจานตัวเองก็ไม่ว่ากัน September 11 two days noticeเช้าที่ผ่านมามีงานสำคัญ ภารกิจที่เฝ้ารอมานาน นัดสัมภาษณ์กับอาจารย์ เพื่อคัดเลือกนักศึกษาไปทำทีสิส
คนอื่นเค้าทำกันจนจะเสร็จแล้ว เราเพิ่งจะได้สัมภาษณ์ แล้วยังหน้าด้านเอามาเขียนให้คนอื่นอ่านอีก
ตามแผนการที่วางไว้ เราเริ่มต้นหาที่ทางตั้งแต่ก่อนหน้าร้อน สมัครๆไว้ กะว่าหลังจากกลับไปเมืองไทย พอกลับมาปุ๊บ เริ่มทำปั๊บ สั่งได้ดั่งใจ
แต่แล้วหารู้ไม่ พวกคนสวีดิชตามเราไปเมืองไทยเหมือนกัน หน้าร้อนที่นี่ไม่มีใครอยู่ทำงาน เรื่องไม่เดินเลย สมัครทิ้งไว้สองเดือน เงียบกันกริบ
จนแล้วจนรอด กลับมาก็ต้องมาตามหากันต่อ อีเมลมั่ง โทรศัพท์มั่ง ได้นัดสัมภาษณ์มาที่นึง
ว่าแล้วรีบแจ้งคู่หู เพื่อนร่วมชะตากรรมนาม รามี่ เลบานอนส่งเข้าประกวด
ได้ยินชื่อเสียงเรียนนาม ผนวกกับภูมิลำเนา แน่นอนว่าจะต้องมีการเชื่อมโยงทางความคิดไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะห์
ยังก่อน รามี่ เป็นคาทอลิก(ศาสนา ไม่ใช่สีย้อมไม้) สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยอเมริกัน สาขาเบรุต จึงมีความเป็นฝรั่งพอตัว
ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา รามี่ก็กลับภูมิลำเนา ตรงกับช่วงที่มีการปะทะกับเพื่อนบ้านพอดี เดชะบุญ ไม่ทราบว่าด้วยกุศลผลกรรมใด รามี่กลับมาสวีเดนได้หลังสนามบินเบรุตโดนถล่มไม่กี่วัน
ตอนนั้น แม้เพื่อนจะเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อกลับมาศึกษาต่อ เกียรติสกุล ยังเที่ยวอยู่เมืองไทย สบายใจเฉิบอยู่เลย
ยิ่งเขียน ยิ่งละอาย กลับมาเรื่องสัมภาษณ์ต่อ
นัดหมายกันเรียบร้อย เจอกันแปดโมงสี่สิบ เข้าพบอาจารย์เก้าโมงตรง
รามี่มาสายเล็กน้อย ขอโทษขอโพยกัน
"ไม่เป็นไรหรอก กูมาหลังมึงเกือบเดือนยังไม่ขอโทษเลย"
พากันเดินไปห้องอาจารย์ รออยู่หน้าห้องสักพัก อาจารย์ก็เดินมาจากข้างหลัง
"เกียรติสกุล กับ รามี่ใช่มั้ย"
"ครับ"
"เข้าไปนั่งรอก่อนเลย เดี๋ยวเดี๊ยนตามไป"
เข้าไปนั่งรามี่แอบกระซิบ
"เค้าจำชื่อมึงได้ด้วย รู้จักกันมาเป็นปีกูยังพูดไม่ถูกเลย"
นั่งกันดีๆไม่เป็น ซนกันใหญ่ หยิบนู่นนี่มาอ่าน ไปเจอเอกสารใบนึง มีหัวข้อโปรเจคที่สมัครไป ข้างๆมีรอยดินสอ เขียนชื่อคนคนนึงไว้
"สงสัยโดนคาบไปแดกแล้วว่ะ"
ชื่อที่ว่าก็เพื่อนกันนี่เอง รู้มาก่อนแล้วว่ามันได้นัดมาคุยก่อน เครียดกันใหญ่
"อ้าวๆๆ ทำอะไรกัน นั่งก่อนๆ"
นั่งเก็บคองอเข่าตั้งสติก่อน เอาวะ ซ้อมมาพอสมควร ไม่เคยสัมภาษณ์งานด้วย ชื่อพ่อ ชื่อแม่ บ้านเลขที่ คุณครูประจำชั้น หัดพูดมาจนคล่อง
"ตอนนี้เดี๊ยนยังไม่ได้อ่านประวัติ และผลการเรียนที่คุณส่งมาให้ตอนสมัครเลย แต่เดี๊ยนคิดว่าจะเป็นการดีถ้าพวกคุณสองคนแยกคู่กัน แล้วใครคนนึงมาทำกับคนที่เดี๊ยนเลือกไว้แล้ว"
สรุปกันซะอย่างงั้น ยังไม่ได้ปล่อยสักมุกเลย แล้วที่กูเรียนๆมานี่ไม่สำคัญเลยใช่มั้ย จะดูกันที่หน้าตาก็ไม่บอก
เอาวะ ไหนๆก็ซ้อมมาแล้ว ปล่อยซะหน่อย ไม่ถามกูพูดเองก็ได้
"ตอนเรียนปริญญาตรีที่เมืองไทย ก็มีวิชาที่ตรงกับหัวข้อนี้พอสมควรครับ น่าจะเอามาประยุกต์ใช้.........."
"เลขาเดี๊ยนยังไม่ได้ส่งผลการเรียนมาให้เลย"
กูนี่แหละส่งมา ไม่ต้องรอเลขาหรอก
"ยังไงก็คิดว่าแยกกันจะดีกว่า ไปตกลงกัน เอายังไงก็บอกเดี๊ยนมาละกัน สักวันศุกร์นี้ก็จะดี"
ไม่เอาปืนมายิงให้ตายไปคนนึงเลยล่ะ
เครียดกว่าไม่ได้ทั้งคู่อีก
เดินออกมาก็บ่นกันยิก ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ไปสมัครที่อื่น ตามเรื่องที่อื่นเรื่อยๆ
ปล่อยไปตามยถากรรมละกัน
September 08 bring it on againท่านผู้มีอุปการคุณที่ติดตามผลงานมาตั้งแต่ต้นท่านนึง ให้ความเห็นว่า อยากจะให้ดำเนินเรื่องด้วยการรายงานความเป็นไปของโจ้ อย่างสองสามตอนที่ผ่านมา เอาแบบเรียลลิตี้โชว์เลยทีเดียว
ถึงแม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่ก็ไม่หน้าด้านพอให้คนแปลกหน้ามาเฝ้ามอง วิพากวิจาร ตั้งแฟนคลับ แล้วสุดท้ายก็โหวตออก
แค่กดโทรศัพท์ ตัดสินชีวิตเราไม่ได้
แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องเขียนเรื่องที่มีโจ้มาเกี่ยว เพราะช่วงนี้เกี่ยวกันประจำ
เรื่องก็ต่อเนื่องมาจากตอนก่อน หลังจากผจญภัยมาตลอดทาง ก็มาถึงที่หมาย ครัวประจำตัว ตอนนี้พี่ น้อง ผองเพื่อนมากันเต็ม ใครเป็นใครแนะนำกันมือเป็นระวิง
ปาร์ตี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเจ้าของวันเกิดเป็นชาวอิตาลี่ เลยจัดแจงอบพิซซ่าตามแบบบรรพบุรุษ คาดว่าน่าจะเป็นพิซซ่าที่ได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมยุคเรอเนสซอง ช่วงนั้นข้าวยากหมากแพง เลยไม่มีเนื้อมาใส่ มีแต่แป้งกะซอสแดงๆ
มาตลกแดกเค้าจะบ่นไปก็ใช่ที่ กินกันไปคุยกันไป คุยอังกฤษกันมั่ง คุยภาษาบ้าน นินทาคนที่มันฟังไม่รู้เรื่องกันมั่ง ใครเพื่อนร่วมชาติเยอะก็ฮากันเป็นหมู่ ใครไม่มีก็พูดคนเดียวฮาคนเดียวไป
เอากันจนไม่เหลือแม้แต่ซากให้เผาแล้ว ก็หันมาคุยกันข้ามชาติบ้าง มีน้องคนนึงเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ อยากรู้อยากเห็นไปตามภาษาเด็ก
"นี่มาเรียนกันเหรอ"
"ใช่ๆ ผมมาปีนึงแล้ว เพื่อนผมนี่เพิ่งมา"
"ออ แล้วรู้จักกันมาก่อนเหรอ เลยมาพักด้วยกัน"
"ใช่ครับ"
"แล้วในห้องมีเตียงสองอันใช่มั้ย"
"ใช่ครับ ไม่ได้นอนด้วยกัน"
ทั้งครัวพยักหน้าพร้อมกัน"ออ อย่างนี้นี่เอง"
เพื่อนอีกคนพูดเสริม"เป็นคำถามที่ดี ไม่ได้อะไร แต่รู้ไว้ก็ดี"
ตกลงที่พวกมันพูดๆไปคือเกี่ยงกันว่าใครจะถามนั่นเอง
ถ้าไม่ได้เด็กอยากรู้อยากเห็น คงจะส่งตาหวานให้กูกันทั้งครัวไปอีกนาน
ไอ้ญี่ปุ่นทะเล่อทะล่ามาอีกตัว
"อาโน คุงโจ้ซังอ่า ทำไมเลือกมาที่นี่ ไฮ่"
"เอ่ออ...."ระหว่างกำลังค้นใจ
"ออ.....เพราะโกโก้ซังอยู่ที่นี่ละซี แหมๆๆ พูกกังตรงๆก็ล่าย"
ไม่ให้กูดูดปากกันโชว์ซะเลยล่ะ เค้าสรุปไปนานละ เสือกไปมุดอยู่ไหนมา
นึกอยู่แล้วว่าต้องโดน แต่ก็ไม่เป็นไร ค่าห้องเหลือครึ่งเดียว ช่วยแม่ได้เยอะขนาดนี้จะไปลืออะไรกันก็ไม่เป็นไร
September 03 Back to the wildวันนี้เพื่อนในหอจัดงานวันเกิด นัดกันสามทุ่ม ไอ้เราเพิ่งรู้ตัวตอนหกโมง อันว่าจะไปตัวเปล่า ตลกแดกเค้าอย่างเดียวก็ยังไง ต้องอยู่กันอีกนาน เดี๋ยวตะขิดตะข่วงใจกันจะทักกันลำบาก เลยพากันเดินออกไปซื้อเบียร์มา ไม่ได้กะเมา เอามาถือแก้เขิน
ระหว่างทางกลับ มีผู้หญิงคนนึง ยืนจอดจักรยานอยู่ริมถนน
"ขอโทษค่ะ มีอะไรจะให้ช่วยหน่อย" แล้วเค้าก็มองลงไปที่ขอบฟุตบาท
"ครับ" จะให้กูล้วงท่อหรือหาเศษตังหว่า มองตามมันไม่เห็นมีอะไร
"ระวังๆ อย่าเข้ามา"
"อุ๊ยๆๆๆ" ตายๆๆ อย่าบอกนะว่าเหยียบกับระเบิดแล้วจะให้กูมากู้
"มีหนูอยู่ตรงนี้"
"อ๋อ แล้วไป" หลังเปลี่ยนใจจากวิ่งหนีเป็นก้มลงไปมอง เห็นเงาตะคุ่มๆอยู่ริมฟุตบาท เป็นหนูสีเทาขนาดเท่าหัวแม่มือช่างก่อสร้าง
"อยากจะพามันไปฝั่งนู้น แต่ไม่กล้าจับ" อารมณ์ประมาณเจอขอทาน แล้วอยากทำดี แต่ไม่มีเศษ
"คือเมื่อกี้เห็นแมวอยู่ฝั่งนี้ เดี๋ยวมันจะมากินหนู" เจ็แกวางแผนใช้กลยุทแบบทอมกับเจอรี่ เมื่อหนูไปอยู่ฝั่งตรงข้าม ทันทีที่แมวหน้าโง่วิ่งข้ามถนนไปหาหนูจอมซน รถยนต์สีสดจะวิ่งมาทับมันแบนเป็นกล้วยปิ้ง ก่อนที่มันจะกลับไปวางแผนที่ไม่เคยสำเร็จต่อไป
"ผมก็ไม่กล้าครับ คนไทยไม่มีภูมิคุ้มกันโรคฉี่หนู กำลังระบาดเลย ยูโนว"
ว่าแล้วเลยหาไม้มาเขี่ย ไอ่หนูนี่ก็ไม่ได้รักชีวิตเลย นอกจากจะไม่ทำตามแผนที่วางไว้ ยังเสือกวิ่งมาหลบใกล้ๆเท้าอีก ไม่ต้องรอแมวแดก เดี๋ยวก็ได้ตายแบบศพไม่สวย
เขี่ยแล้ว เขี่ยอีก คนก็เริ่มเดินผ่าน เห็นไอ่เจ๊กก้มๆเงยๆ ถือไม้จิ้มๆพื้น อย่างกะหาที่ทำฮวงซุ้ย พวกมึงมาเรียนกันไม่พอ ยังจะเอาวิญญาณบรรพบุรุษมาอีก เริ่มอายละกู เจ๊ก็ยืนลุ้นไม่ช่วยกูแก้ข่าวเลย
สุดท้ายหนูวิ่งเข้าโพรงหญ้าที่เจ๊บอกว่าแมวรออยู่
"ขอบคุณ" เสียงสุดท้ายจากเจ๊ ก่อนจะจูงจักรยาน วิ่งนำหน้าไปเลย
ไม่รู้ว่าที่รีบไปก่อนเพราะหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัย หรือทนอายแทนเราไม่ได้
|
|
|